เมื่อพ่อกับแม่ทะเลาะกันลูกควรทำอย่างไร
พฤษภาคม 30, 2022บทกลอนไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณคุณย่า
มกราคม 23, 2023หลายปีแล้วที่ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าวัดเพราะนั่งพับเพียบกับพื้นไม่ไหวเนื่องจากปวดเข่าจึงต้องนอนสมาธิทุกคืน ยังดีที่มีแม่บ้านเป็นตัวแทนไปทำบุญที่วัดแทบทุกวัน ห่างวัดบ้างตอนโควิดระบาดเพราะคุณเธอไปรับเชื้อโควิดจากเพื่อนที่ไปทำบุญด้วยกัน คุณหมอตรวจอาการแล้วแจ้งว่าโควิดลงปอดบ้างเล็กน้อยต้องกักตัวกักบริเวณกินยาเป็นเวลาสิบวัน ถ้าอาการดีขึ้นแล้วก็ยังต้องเฝ้าระวังดูอาการต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุดเพราะอาจจะเป็นลองโควิดคือโควิดยาว เป็น ๆ หาย ๆ จนปอดถูกทำลายหมด ส่วนข้าพเจ้ากักตัวในบ้านหลังเดียวกันกับแม่บ้าน แต่รอดตัวเพราะโควิดมองไม่เห็นเนื่องจากข้าพเจ้าทายาวิควาโปรับที่ลูกกระเดือกและปลายจมูกทันทีที่มีอาการไอหรือเจ็บคอ ด้วยวิธีนี้บวกกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีทำให้ข้าพเจ้าไม่เป็นไข้ต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว
พอศีรษะถึงหมอนทุกครั้งข้าพเจ้ามักจะนึกถึงปฏิปทาการพ้นทุกข์ของเจ้าชายสิทธัตถะว่าพระองค์ทำอย่างไรในเวลาเพียงคืนเดียวก็พ้นทุกข์ถึงนิพพานตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยจินตนาการตามเรื่องราวในหนังสือพุทธประวัติและหนังสือหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่บันทึกไว้ว่าตอนเย็นพระองค์อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผืนใหม่ที่รับถวายจากนางสุชาดาเมื่อตอนเช้า เอาหญ้าคาหนึ่งกำมือที่รับถวายจากโสตถิยะพราหมณ์เมื่อตอนบ่ายมาปูนั่งใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้วเสด็จขึ้นประทับนั่งตั้งอธิษฐานว่าจะไม่ลุกไปไหนจนกว่าจะค้นพบทางพ้นทุกข์ พระองค์ประทับนั่งตั้งสติคิดหาเหตุผลต้นตอความทุกข์ของมนุษย์และวิธีดับทุกข์จนถึงเวลาฟ้าสางของคืนนั้นเจ้าชายสิทธัตถะก็ค้นพบความจริงเรื่องทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์และทางดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง เราเรียกการค้นพบนี้ว่าการตรัสรู้(รู้ด้วยพระองค์เอง)และเรียกผู้ค้นพบทางพ้นทุกข์คนแรกว่าพระพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าแปลว่าผู้ตื่นแล้วผู้เบิกบานแล้ว ผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้สิ้นเชิงแล้ว) สิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอาการ 12 ประการคือ
- รู้แจ้งว่าความทุกข์มีจริง
- รู้แจ้งว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้
- รู้แจ้งว่าความทุกข์นั้นเรากำหนดรู้แล้ว
- รู้แจ้งว่าตัณหาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์จริง
- รู้แจ้งว่าตัณหาเป็นสิ่งที่ควรกำหนดละ
- รู้แจ้งว่าตัณหานั้นเรากำหนดละได้แล้ว
- รู้แจ้งว่าการดับทุกข์นั้นดับได้จริง
- รู้แจ้งว่าการดับทุกข์นั้นควรทำให้แจ้ง
- รู้แจ้งว่าการดับทุกข์นั้นเราทำให้แจ้งแล้ว
10.รู้แจ้งว่ามรรคมีองค์แปดเป็นทางไปสู่การดับทุกข์จริง
11.รู้แจ้งว่ามรรคมีองค์แปดเป็นทางที่ควรเจริญ(ทำให้มีในตนเสมอ)
12.รู้แจ้งว่ามรรคมีองค์แปดนั้นเราเจริญแล้ว
ทุกข์คืออะไร ?
ทุกข์คือความไม่สบายกายความไม่สบายใจ ซึมเศร้าเสียใจ ผิดหวัง คับแค้นใจเป็นต้น โดยสรุปทุกข์มี 2 ประการคือ
- ทุกข์กาย คือกายที่เป็นทุกข์ เช่นเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหนื่อย หิว กระหายเป็นต้น ไม่มีใครหนีพ้นจากทุกข์กายได้ตราบเท่าที่ยังมีกาย แต่ทุกข์กายเราสามารถบรรเทาได้ด้วยปัจจัยสี่คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
- ทุกข์ใจ คือใจที่เป็นทุกข์เพราะตัณหาคือความทะยานอยากครอบงำ ตัณหามี 3 คือ กามตัณหา(ความอยากมี) ภวตัณหา(ความอยากเป็น) และวิภวตัณหา(ความอยากไม่มี ความอยากไม่เป็น)…..เราสามารถบรรเทาทุกข์กายและดับทุกข์ใจได้สิ้นเชิงด้วยการเจริญมรรคมีองค์แปดประการ(ทางสายกลาง)เพื่อดับตัณหาซึ่งเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงดังนี้ 1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ 3. สัมมาวาจา พูดชอบ 4. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ/อาชีพชอบ) 6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ 8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ….คำว่าชอบในความหมายนี้หมายถึง ชอบในการกำหนดรู้ทุกข์ ชอบในการกำหนดละตัณหา ชอบในการดับทุกข์ให้แจ้ง และชอบในการเจริญมรรคมีองค์แปดประการ(การเจริญมรรคมีองค์แปดประการคือการทำให้มรรคมีองค์แปดประการมีในตนอย่างเต็มเปี่ยมทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ)เพื่อดับตัณหาซึ่งเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ด้วยการทำใจไม่ปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ ที่จรมากระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ว่าดีว่าร้าย หยุดความคิดไว้ที่การรับรู้เพียงอย่างเดียว กล่าวคือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ลิ้มรสก็สักแต่ว่าว่าได้ลิ้มรส ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น กายสัมผัสก็สักแต่ว่ากายสัมผัส ธัมมารมณ์ที่มากระทบกับใจก็สักแต่ว่าเป็นธัมมารมณ์มากระทบกับใจ ไม่ปรุงแต่งสิ่งที่จรมากระทบเหล่านั้นว่าดีว่าร้าย ตัณหาคือความทยานอยากก็จะสงบระงับไปเองโดยอัตโนมัติ กิเลสทั้งหลายเช่นความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นต้นที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานก็จะนอนเนื่องในสันดานต่อไป ไม่ผุดขึ้นมาครอบงำใจให้ขุ่นมัวและเป็นทุกข์ในการแสวงหาเพื่อให้ได้ มี เป็น และไม่ได้ ไม่มี ไม่เป็นดังที่ตัณหาและกิเลสบงการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะทำให้ทุกข์กายบรรเทาและทุกข์ใจดับไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อทุกข์ใจดับไปแล้วใจของเราก็จะผ่องใสและเป็นสุขอย่างยิ่งซึ่งส่งผลให้กายของเราผ่องใสและเป็นสุขอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่า มะโนปุพพัง คะมาธัมมา มะโนเสฏฐา มะโนมะยา แปลว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ… ปะภัสสะระมิทัง ภิกขะเว จิตตัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติของจิตนี้ผ่องใส อุปปะกิเลเสหิ อุปปะกิลิฏฐัง จิตนี้เศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรเข้ามา… นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง นิพพานว่างอย่างยิ่ง ..คือว่างจากกิเลสเครื่องทำให้ใจเศร้าหมอง …..นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง …เป็นสุขเพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำให้ใจเศร้าหมองมาครอบงำ
ข้าพเจ้าได้พยายามปฏิบัติตามปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ตรัสแก่พระอานนท์ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า ดูกรอานนท์ ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญมรรคมีองค์แปดประการโลกนี้จักไม่ว่างอรหันต์( อรหันต์ แปลว่าผู้ห่างไกลจากกิเลส ) ด้วยการเจริญมรรคมีองค์แปดข้อ 1 – 6 เพื่อบรรเทาทุกข์กาย และนอนเจริญสัมมาสติและสัมมาสมาธิซึ่งเป็นมรรคข้อ 7 และมรรคข้อ 8 ทุกคืนเพื่อดับทุกข์ทางใจด้วยการกำหนดรู้ทุกข์ กำหนดละตัณหา และทำการดับทุกข์ให้แจ้งก่อนหลับไปอย่างมีความสุขทุกคืนด้วยประการฉะนี้
มหาหิงส์ นารีสนั่น ให้ทัศนะว่า….ผู้ที่เจริญมรรคมีองค์แปดประการทั้งกายวาจาใจเสมอตลอดเวลาเช่นพระอรหันต์ ทั้งหลาย ความทุกข์ก็จะดับไปโดยสิ้นเชิง ส่วนผู้ที่เจริญมรรคมีองค์แปดประการเป็นครั้งคราวตัณหาและกิเลสก็จะเกิดดับเป็นครั้งคราวเช่นเดียวกัน เพราะตัณหาเกิดจากการปรุงแต่งของจิต ส่วนกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายเช่น ความโลภ ความโกรธและความหลงเป็นต้นที่นอนเนื่องในสันดานจะคอยผุดขึ้นมาผสมโรงกับตัณหาที่จิตปรุงแต่งไว้แล้ว ทั้งสองอย่างจะครอบงำใจเราตอนเผลอและดับไปตอนเราเจริญสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ดังนี้แล
